Profil von nimmyreturn..to...me กลับมาที...FotosBlogListenMehr Extras Hilfe

return..to...me กลับมาที่ความเป็น "เรา"

Foto 1 von 42

nimmy sang

Benutzerdefinierte HTML-Seite

Radio

Laden...

Windows Media Player

27 Dezember

ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของ kids story

  โครงการสถาบันเด็กทำสื่อ Kids story เกิดจากการรวมตัวของทีมงานเก่าแห่งเว็บไซด์ www.tv4kids.org  มีความเป็นมาและเรื่องราวมากมายนักกว่าจะก่อตั้งจนเกิดเป็นสถาบันเด็กทำสื่อได้ กว่าครึ่งทีมขออนุญาติออกเดินทางเพื่อไปค้นหาความหมายและคุณค่าในชีวิตอีกครั้งซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้เราบางคนที่เหลืออยู่รู้สึกเศร้าใจถึงแม้ว่าอาจจะแอบใจหายอยู่ลึกๆ เพื่อนร่วมงานของเราอีกคนหนึ่งก็หายไปในช่วงสั้นๆเช่นกันเพื่อไปทำหน้าที่ของผู้หญิงให้สมบูรณ์แบบเพื่อสร้างอนาคตของชาติเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งชีวิต....
 
เราเหลือกันสองคน
 
เราทำงานภายใต้เงื่อนไขและความกดดันอย่างทีไม่มีใครกล้าถอยเท้าออกจากก้าวที่กำลังเดินไปแม้สักครึ่งก้าว ด้วยความตั้งใจเหลือเกินเพื่อให้เกิดโครงการฯนี้ขึ้น มันเกิดมาจากพื้นฐานความคิดทั้งหมดที่ตอนนั้นเราทั้งสองคนมี ความไม่รู้ย่อมมากกว่าในช่วงแรก ผู้หญิงสองคนทำงานหนัก อย่างไม่ห่วงสวย ถึงแม้จะแอบห่วงบ้างในบางคราวก็ตามที
ผู้หญิงตัวเล็กๆสองสามคนทำงานที่ไม่มีความถนัด และชำนาญ อาศัยว่าใจรัก แต่ใครจะรู้ว่าแค่ความรักในการทำงานมันยังไม่เพียงพอ...สำหรับสายตาของใครๆทุกคน เราช่วยกันประคับประคอง ทดลองและเรียนรู้ ผ่านกระบวนการถกเถียง พูดคุยและถึงขั้นทะเลาะกันในบางครั้งบางอารมณ์ที่เหนื่อยหนักทั้งการงานและความคิด
 
สิ่งหนึ่งที่เป็นกำลังใจให้กับเราคือ รอยยิ้มของใครบางคนที่ส่งต่อมาให้เรากำลังใจที่มองไม่เห็นจากเว็บบอร์ดหรือแม้แต่หนังสั้นเรื่องแล้วเรื่องเล่าที่ส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดมายังเรา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เล่าเรื่องของเราก็ตาม สายตาของเด็กบางคนบาดลึกเข้าไปในใจลึกเกินกว่าสายตาสบประมาทหลายๆคู่ที่ดูแคลนกัน อย่างไม่รู้ตัว
สุดท้ายปลายสายป่านเส้นนั้น เราโดนประเมินด้วยสายตาและความรู้สึก เมื่อลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเรากำลังจะหมดลง แทบไม่มีแรงสู้แรงต้านใดๆได้อีก
 
และมีใครบางคนตะโกนถามว่า หนังสั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างไร
อืมมม ถึงแม้ว่าวันนั้นฉันจะไม่มีโอกาสตอบมันได้ด้วยตัวเอง  หนังสั้นก็ไม่ได้ต่างจากหนังยาวแต่อย่างไร แต่หากเหมือนเรื่องสั้นที่จบเร็วและได้ใจความ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง ติสต์บ้าง ลาวเป็นส่วนใหญ่ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความเปลีี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดนั่นคือเมื่อเราดูมันจบความคิดอ่านอย่างใดอย่างหนึ่งของเราจะได้รับการขัดเกลา นั่นคือสิ่งที่คนดูได้ จะนำไปเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคน หากคนหนึ่งดูคนหนึ่งเปลี่ยน หนึ่งคนดูบวกกับอีกหนึ่งคนดูบวกกับอีกหนึ่งคนดู จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตวิญญาณแบบเงียบและสันโดษ
 
และขอให้รู้ว่ามันเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แบบแล้วใน "คนสร้างหนัง" หรือมันไม่จริง
 
ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของฉันก่อนลาจาก เราไม่เคยลาจากกันเป็นเรื่องเป็นราวสักที อาลัยอาวรณ์กันอยู่เสมอๆกับการลาจากกับสิ่งที่ได้ก่อมันมากับสองมือ ยกมือซ้ายและมือขวาของตัวเองมาจับกันไว้แน่นๆเมื่อไม่มีใครให้กำลังใจ ก็ให้กำลังใจตัวเองด้วยสองมือที่มี เป็นกำลังใจให้ตัวเองนะ ......
บาย บาย KIds story 
27 November

ลอยกระทง ที่บ้านสุพรรณบุรี

 
     ปีนี้ตัดสินใจกลับไปลอยกระทงที่บ้านยาย ในชนบทค่อนข้างไกล
 
นัดน้องนัดน้าให้ออกมารับในช่วยบ่ายของวันเสาร์ก่อนถึงคืนวันลอยกระทง
 
ไปรอที่ตลาดบ้านสุด ผู้คนและชาวบ้านแถวๆนั้นมองด้วยสายตาไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่าเราเป็นลูกหลานใคร
 
เดินเนียนๆไปเรื่อยๆ สักพัก น้าก็ขับรถมารับ บรรยากาศในตลาดไม่คึกคักมากนัก แต่ก็มีแม่ค้าเอากระทง
 
ออกมาขายบ้างปะปราย ด้วยตลาดอยู่ริมน้ำ ...
 
พอเขาเห็นน้าก็ถึงบางอ้อ ร้องทักทายว่ามารับใครกัน น้าบอก หลานมาจากกรุงเทพฯ เท่ห์ซะ
 
เดินทางเข้าบ้าน ผ่านบ่อกุ้ง และทุ่งนา ลมหนาวพัดโปรยยย
 
อากาศเย็น พาให้ขนลุก เจอเด็กๆกำลังขนต้นกล้วยมาทำกระทงกันตั้งแต่ไม่ทันจะเย็น
 
เข้าไปสมทบตัดใบกล้วยจากบ่อตาเฉลา ซึ่งเราไม่รู้จัก แบกกลับมาบ้าน
 
สี่โมงครึ่งก็เริ่มคึกครื้นช่วยกันทำกระทง แบบของใครของมันโชว์ฝีมือกันสุดฤทธิ์
 
เราก็ทำไปเรื่อยๆถ่ายรูปไปด้วย เด็กๆมองแบบ งงๆ พี่นิ่มจะถ่ายไปทำอะไร
 
"ขอหนูถ่ายบ้าง" เจ้าปลื้มกล้ากว่าเพื่อน
 
ยกกล้องถ่ายรูปให้ไป ปลื้มกับภูมิแบ่งกันถ่ายใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง ปล่อยไปตามจินตนาการ
 
ฟ้าเริ่มมืด เจ้าปลื้มอดรนทนไม่ไหว คว้าเอาไฟเย็นมาจุดเล่น รอการลอยกระทง
 
กระทงของทุกคนใกล้จะเสร็จแล้ว ปลื้มหายไปไหนไม่รู้ ถามไปถามมากลับบ้านไปนอนซะแล้วยังไม่ทันจะสองทุ่ม
 
เด็กๆเริ่มตื่นเต้น ยกกระทงของตัวเองออกมาอวด
 
"ของข้าสวยที่สุด" ไข่มุกประกาศ
 
และขอลอยเป็นคนแรก อฐิษฐานเสร็จสรรพ ลอยกระทงลงแม่น้ำ กระทงของไข่มุกค่อยๆเอียงๆ แล้วก็จม ทำเอาเจ้าของหน้าเสีย
 
คนอื่นๆทยอยลอยกันไปทีละคนสองคน เราลอยพร้อมกุ้ง อฐิษฐานอะไรไปบ้างจำไม่ค่อยได้อยู่ในช่วงชุลมุน แต่มีความสุขดี
 
นั่งดูกระทงของตัวเองว่าจะลอยไปทางไหน ของเราลอยโด่งตามกันไปเป็นกลุ่มๆติดกับของมะปราง ลูกปลา และเบลล์
 
มีของบางคนติดกอผักบุ้ง นั่งลุ้นให้ลมพัดแรงๆจะได้ลอยตามเพื่อนๆไป กระแสลมแรงช่วยให้น้ำไหล
 
คืนอาบแสงจันทร์นวล ท้องฟ้าไร้ดาว... แต่บรรกาศอบอุ่นและอบอวลไปด้วยความสนุกสนานเฮฮา
 
แตกต่างจากปีที่แล้วลิบลับทีเดียว...
29 Oktober

ชีวิตที่ไม่ประจำวันของฉัน

ชีวิตที่ไม่ประจำวันในที่นี้คือ วันๆทำอะไรไม่เหมือนกันสักกะวัน

ตื่นประมาณ 8 โมงกว่าๆ เปิดวิทยุ นอนฟังเพลงแล้วก็ลงไปดูทีวี

หาอะไรกิน ดูซี่รี่ญี่ปุ่น จบ เปิดคอมเล่นเน็ต

อาบน้ำ ถ้าจะต้องไปไหนก็แต่งตัวออกจากบ้าน

ไปตามนัดที่ได้นัดกับเค้าไว้

บางวันรับงานมาทำก็นั่งทำงานที่บ้านทั้งวัน

ดีตรงที่อยากนอนตอนไหนก็นอนอยากทำก็ทำ

ดึกดื่นค่ำมืดถ้างานไม่เสร็จก็ทำไป จนกว่าจะเสร็จ

 

บางวันกินข้าวกับแม่ บางคืนกินข้าวกับเพื่อน

บางเวลากินข้าวคนเดียว ไม่เหงาแต่ไม่อร่อยยยย

04 Oktober

เด็ก กับ โรงพยาบาล

เด็กในโรงพยาบาล
 
    ฉันค้นพบความจริงที่เคยคิดละเลยอีกข้อหนึ่งว่า “เด็กก็คือเด็ก หากมัวแบ่งแยกประเภทเด็กนั้นเด็กนี่ คงไม่ยุติธรรมสำหรับเด็กๆ นัก
เมื่อโลกของเด็กที่ป่วยทางร่ายกายก็อมทุกข์โศกไว้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าที่เด็กที่ป่วยทางใจ ด้วยเพราะเขาเหล่านั้นยังคงตั้งใจ
ฝันและมุ่งมั่นที่จะ จินตนการถึงโลกที่กว้างใหญ่ภายใต้ห้องสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาด ที่วันนี้ไม่สามารถลุกขึ้นมาทำอะไรได้เลย
ด้วยข้อจำกัดของร่างกายที่โดนเชื้อโรคเข้ารุมทำร้ายด้วยความไม่เต็มใจ การนอนอยู่บนเตียงอันนุ่มสบาย ในโรงพยาบาลไม่ได้
เป็นสิ่งยืนยันหรือรับประกันความสุขได้เสมอไป ในอีกมุมหนึ่งความเปลี่ยวเหงาก็เข้ามาแทนที่ความรู้สึกเหล่านั้น
บวกกับอารมณ์หดหู่และความปั่นป่วนภายในร่างกาย หลังจากการพักฟื้นจากอาการป่วยไข้ หากยังไม่เห็นภาพชัดเจน
ให้ลองนึกถึงในเวลาที่เราเป็นหวัด ไข้ขึ้นสูงและรู้สึกคั่นเนื้อขึ้นตัว เป็นภาวะแห่งความอ่อนแรงของจิตวิญญาณ
และความอ่อนล้าทางใจ ในสภาวการณ์เช่นนี้กำลังใจเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าสิ่งใดในโลก
 
   การสัมผัสและแม้แต่แววตาของความเอื้ออาทรคงพอช่วยทำให้ร่างกายที่แห้งแล้งกลับมีพลังขึ้นมาได้อีกครั้ง
เมื่อฉันก้าวเท้าเข้าสู่ สถานพยาบาลที่บรรจุโลกจินตนาการขาดๆเกินของเด็กๆที่นอนป่วยซมด้วยพิษไข้ หรือหมดแรงไปด้วยฤทธิ์ของยา
กิจกรรมที่หมายถึงกิจกวัตรประจำวันที่ซ้ำเดิมไม่เสริมสร้างให้เกิดแรงบันดาลใจในชีวิตยังคงดำเนินไปอย่างเงียบๆ
เมื่อห้องพักในโรงพยาบาลถูกจัดแจงให้อยู่นอกวงโคจรของโลกที่เป็นจริงที่วิ่งวนวุ่นวาย
โลกภายในนั้นกลับหยุดนิ่งและจมจ่ออยู่กับความเจ็บป่วย
   ครั้นเมื่อชีวิตอยากตั้งคำถามเกี่ยวกับความฝัน คำตอบที่ได้ก็ดูจะเลือนลางเหลือเกิน ฉันพูดคุยกับพี่ๆที่ทำงานกับเด็กๆ จับใจความได้ว่า
เด็กที่นี่มีความเหงาเป็นของตัวเองทุกคน แต่ปริมาณผู้คนที่จะสามารถมาแบ่งปันความเหงาเหล่านั้นยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการ
 
การเดินเข้าไปในครั้งนี้จึงมีความหมายมากยิ่งขึ้น เมื่อฉันเริ่มเดินเข้าใกล้แก่นแท้ของความสุขของผู้อื่นมากยิ่งขึ้น นั่นทำให้พบว่าคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ไม่เงียบเหงาและว่างเปล่าอย่างเช่นที่ผ่านมาการทำอะไรบางอย่างที่ดูเล็กน้อยกลับสร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้เบ่งบานในหัวใจของผู้ที่รอคอยสัญญาในวันนั้นอย่างใจจดจ่อแล้วใยฉันจะไม่ทำตามสัญญาที่ว่ากันไว้ผูกมัดไว้ด้วยเงื่อนหลวมๆที่เรียกว่าสัญญาใจง่ายๆ
 
“โรค” อาจจะทำร้ายร่างกายให้หมดพลังได้ แต่ “โลก” ก็ไม่ได้โหดร้ายจนเกินไป
ถ้าความห่วงใยเพียงเล็กๆน้อยๆจากผู้คนรอบข้างคงพอช่วยบรรเทาอาการของ “โรค” ให้เบาบางลงบ้าง
ทำให้ “โรค”ได้อยู่ใน “โลก”ของจินตนาการที่งดงาม ...เมื่อโรคที่โหดร้าย ปะทะกับ โลกที่งดงาม เหลี่ยมมุมของความรู้สึกโดดเดี่ยวจึงโค้งมนยิ่งขึ้น การดำเนินชีวิตไปบนโรคร้ายจึงมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้นบนโลกแห่งความเป็นจริง...
 
 
 
19 September

กินเหล้า เมา "สกา"

 
  ซึมเศร้าจนถึงขั้นรั่ว  เลยโกยเพื่อนผู้หญิง 3-5 คนไปสลัดความทุกข์ทั้งหมดทั้งปวง
 
ด้วยดนตรีจังหวะ สกา ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีนานา ชนิด คล้ายๆกับวงสตริงทั่วๆไป
 
แต่เพิ่มเครื่องดีด สี ตี เป่า เข้ามา สองสามอย่าง
 
ดึกขึ้นเหน่อย น้องๆตามมาสมทบอีกหลายคน
 
ด้วยเหงื่อเริ่มไหลเข้าตา ใครมาใครไปจึงไม่รู้
 
กินๆเต้นๆ  เอ้าๆ ชนนน แก้ววววว
 
   มึนๆ งงๆ ไม่มีสาระ แต่รู้ว่ามันโคตร
 
ไอ้ที่รั่วก็รั่วหนักกว่าเดิม  ไอ้ที่คิดว่าจะหายเศร้าก็ยิ่งบ้าหนักเข้าไปใหญ่
 
เหล้าไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ข้อนี้รู้ตั้งชาติแล้ววว
 
แต่ขอค้านอยู่อย่างว่า ดนตรีสกา ช่วยกล่มเกล่าจิตใจให้ใสขึ้นกว่าแก้วเหล้าเป็นไหนๆ
 
เอ้า มึน เอา งง  ตี1ผ่านไป ตี 2 กำลังจะมา หลายคนเริ่มอยากทำตัวขนานกับพื้นโลก
 
บางคนเริ่มมันแบบหยุดไม่อยู่  ....บางคนหยุดไปตั้งแต่ยังไม่ทันจะมัน เฮ้ออออ
 
ใครหลายคนบ่นเพ้อ  อยากมาอีกๆๆๆๆ
 
เหล้าหมดแก้ว  เหงื่อหมดตัว  ความเศร้ายังอยู่กับเราไม่ยอมไหน
 
ขอบคุณเพื่อน เจี๊ยบ
 
ขอบคุณน้องๆ น้องเก่ง น้องนิค น้องก้อย
 
 
   อ้าววววว...กอดกันหน่อยดีไหม ให้ฉันได้ชื่นใจสักที กอดกันเถอะคนดี สุขทุกนาทีที่ได้กอดกัน 
โลกเราวันนี้สับสนเหลือเกิน ฉันเลยเป็นห่วง เห็นเธอเหนื่อยล้าเลยคิดว่าดีถ้าเรากอดกัน    
จับมือกอดกันไว้ ร้อยดวงใจของเราสองคน กอดโลกใหญ่ใบกลม
กอดให้ทุกคน ได้เป็นสุขใจ....
 
ฟังกันสดได้ที่ 
http://nuchnart.exteen.com/20051110/entry-1
 
11 September

ขอเรื่องรักอีกสักครั้ง

“ในโลกใบนี้จะมีผู้ชายดีๆสำหรับเราสักคนไหมอ่ะ”
 
“ไม่รู้”
“ทำไมความรักดีๆมันถึงหายากนักว่ะ”
 
“นั่นสิ”
 
ฉันไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่า วันหนึ่งต้องมานั่งพร่ำบ่นถึงเรื่องความรัก ต้องมาตัดพ้อ ต่อว่าที่สวรรค์ไม่ยอมส่งใครสักคนมาให้เป็นคู่ชีวิตกับเขาสักที
 
“ทำไมว่ะ เจี๊ยบเราถึงไม่มีใครกับเค้าบ้าง”
“เราก็ไม่รู้เหมือนกันนิ่ม”
 
“หรือว่าเราสองคนเป็นผู้หญิงต้องคำสาป”
“จริงหรือ น่ากลัวเกินไปรึป่าว”
 
“แล้วทำไม เราต้องมานั่งกังวล วุ่นวายกับเรื่องพวกนี้ด้วยฟ่ะ”
“ก็วัยนี้มันเป็นวัยที่ต้องมีใครสักคนไง”
 
“มันก็จริงเนอะ”
“เมื่อไหร่ อ่ะนิ่มเราถึงจะเจอกันสักที”
 
“สักวันก็คงเจอมั้ง”
 
เราทั้งคู่นั่งคุยกันถึงเรื่องนี้ ตั้งแต่ เมื่อคืน ทั้งๆที่เพิ่งผ่านการทำงานหนักมาด้วยกันทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีใครหลับตาลงด้วยมีเรื่องรักๆที่
ยังค้างคาใจอยู่ เรานั่งคุยกันเงียบๆด้วยชะตาชีวิตและเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาทำให้ไม่มีใครสามารถควบคุมหรือยับยั้งตัวเองได้
 
“นิ่มเราทำร้ายตัวเองอีกแล้ว”
“เจ็บไหมหล่ะ”
 
“เจ็บดิ เราทำร้ายตัวเราเอง”
“พยายามอยู่คนเดียวให้ได้สิ คุยกับตัวเองให้มากๆ”
 
“มันยากนะ”
“ยากโคตรอะ”
 
“นิ่มเป็นยังไงบ้าง”
“ก็สบายดี ไม่มีคาดหวังกับใครหรือกับชีวิตอะไรมากมาย อยู่ไปอย่างนั้นอะ”
 
“ดีจัง”
“ไม่ดีหรอก บางครั้งเราก็ต้องหลอกตัวเองไม่ให้เศร้า”
 
“ทำไมอะ”
“มันอาจจะตายได้นะ ถ้าคิดเตลิดไปมากกว่านี้”
 
“แล้วนิ่มทำยังไง”
“ก็ไม่ได้ทำอะไร ปล่อยมันไป อยากคิดอะไรก็ปล่อยให้มันคิดไป พอรู้ตัวเองว่าซักจะมากเกินไปก็ไปทำอย่างอื่นแทน พยายาม
อย่าไปจมอยู่กับความคิดของตัวเอง”
 
“ยาก”
“โคตรยากอะ แทบบ้าเหมือนกัน แต่ทำยังไงได้ คนอย่างเรามันเลือกไม่ได้โว้ย ต้องเลือกบังคับใจตัวเองแทน ง่ายกว่า”
 
“เศร้าเนอะ”
“ยอมรับมันซะเถอะ เศร้าก็ต้องเศร้า เหงาก็คือเหงา”
 
“แต่เรายังเชื่อนะว่าความรักมันยังมีอยู่จริง”
“แต่ว่าเราไม่เชื่อว่ะ ความรักไม่มีในโลก อาจจะเป็นโลกของเรานะ ของคนอื่นคงไม่”

“เราอยากมีแฟน”
 
“เฮ้ยเราก็อยากมีเหมือนกัน “
“เราคงอ่อนแอเกินไปสำหรับเรื่องนี้”
 
“ความรักมันอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เราอยู่ได้บนโลกใบนี้ แต่ความเข้มแข็งจะทำให้เราสามารถเผชิญกับความอ่อนแอได้ เมื่อ

ไม่มีความรัก”
 
“ทำไมเราไม่รักใครง่ายๆเหมือนกับคนอื่นเค้าบ้าง”
“รักตัวเองให้มากๆดิ รักตัวเองก่อนจะได้ไม่มีเรื่องให้ต้องทำร้ายตัวเองอีก”
 
“อดใจไม่ไหวทุกที”
“มันเป็นเรื่องยากนะ เราเองก็ทำไม่ได้อยู่บ่อยๆ ชอบหาเรื่องให้ตัวเองต้องวุ่นวายอยู่เสมอ”
 
“อาจเป็นเพราะเราเป็นผู้หญิงที่เกิดวันจันทร์ก็ได้นะ”
“อ่อนไหวกันเข้าไปใช่ป่ะ”
 
“ตายแน่ๆเราทั้งคู่”
“อ่อนไหวกันไปจนตาย”
 
“คงงั้นอะ”
“นิ่มกลัวมะที่จะมีความรักอีกสักครั้ง”
 
“กลัวมากๆ ทุกวันนี้ ยังไม่กล้าเลย มันระแวงไปหมด รู้สึกว่าตัวเองทำตัวไม่ถูกและถ้ามันต้องจบแบบเดิมๆอีกคงทนไม่ไหวแน่คราวนี้”
“เราก็เหมือนกัน เราก็ไม่กล้าอีกเลย แค่คิดจะลองรักใครสักคนก็รู้สึกผิดแล้ว กลัวไปหมดเลย ไม่อยากผิดหวังอีก”
 
“แต่เราก็ชอบรักใครง่ายๆเลยต้องเจ็บมันทุกที”
“ทีนี้ต้องคิดให้นานกว่าจะตกลงรักใครสักคน”
 
“จริง”
“สงสัยอยู่คนเดียวท่าจะดีกว่า เศร้าจัง”
 
“สุดท้ายก็แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต ถ้าเค้าลิขิตมาว่าเราต้องอยู่คนเดียวก็ต้องอยู่คนเดียวมันไป”
“เราไม่อยากอยู่คนเดียวนิ่ม”
 
“เราก็ไม่อยากเหมือนกัน เจี๊ยบเราจะ 30 แล้วนะ ใกล้หนาวเข้าไปทุกทีแล้ว”
“นี่ก็หนาวอยู่นะ”
 
“ใครว่า ยังปลายฝนอยู่ตะหาก”
“ฝนตกหนักด้วย”
 
“ถ้าหนาวมาเมื่อไหร่ ตายแน่ๆ ปีนี้”
“เหงามันด้วยกันนั่นแหล่ะ”
 
 
สุดท้ายเราทั้งคู่ก็ได้ข้อสรุปที่ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรกับชีวิตเหมือนเดิม วิกฤตความรัก ของผู้หญิงวัยใกล้ 30  สองคนที่กำลังวุ่นวาย วกวน  กลัวกับเรื่องราวในอนาคตซึ่งล้วนแต่ยังไม่เกิดขึ้นทั้งนั้น ฉันยังคงไม่เชื่อตัวเองอยู่เหมือนเดิมว่าทำไมต้องมานั่งพร่ำบ่นถึงเรื่องเหล่านี้ด้วย เพราะยิ่งคิดมันก็ยิ่งเศร้าและสุดท้ายก็หาคำตอบอะไรไม่ได้อยู่ดี”
 
“นิ่มจะลองรักใครสักคนอีกไหมอะ”
“รักสิ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะรักเราไหมนะสิ”
 
“แล้วจะมีใครรักเราไหมอะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
 
9 กันยายน 2550
 
 
07 September

ภูสอยดาว...กับสาวสุพรรณ

จะกลับมาเขียนในวันที่สายหมอกใกล้จางหายไปจากความทรงจำ